คุณรู้จักเคลือบแก้ว...ดีพอหรือยัง ?

Last updated: Oct 21, 2019  |  86035 จำนวนผู้เข้าชม  |  ข้อมูลดีๆสำหรับคนรักรถ

คุณรู้จักเคลือบแก้ว...ดีพอหรือยัง ?

เคลือบแก้ว (Glass Coating) ที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้  หลายคนรู้จักดี และอีกหลายๆคน สงสัย ว่ามันคืออะไร  บ้างก็พยายามสืบค้นข้อมูล  มีทั้งคนที่รู้จริงพูดถึงและอีกหลายๆคนที่ไม่รู้จัก พูดไปเรื่อยเปื่อย ตามความคิดของแต่ละคน   วอช แอท มี จึงได้รวบรวม ข้อมูล และ ข้อเท็จจริงให้ คนรักรถ เข้าใจอย่างถูกต้อง

เคลือบแก้ว (Glass Coating) มีต้นกำเนิดแรกๆ มาจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีความหนา และแข็งมาก เทคโนโลยีแรกๆ จะเป็นระบบพ่น ซึ่งต้องใช้ผู้ชำนาญการ  ช่างพ่นฝีมือไม่ดี พ่นหนาไปบ้าง ก็แตกล่อน จึงเป็นเหตุผลที่หลายๆคน มีคำถามว่า  "เคลือบแก้ว...แล้วมันจะแตกมั้ย"  คำตอบคือ "ถ้าเคลือบเป็นก็ไม่แตก"   ประโยชน์ของเคลือบแก้ว ที่ชาวญี่ปุ่นให้ไว้ คือ  
       1. รถจะต้องทำความสะอาดง่าย  ฝุ่นไม่เกาะ  น้ำไม่เกาะ คราบสกปรกติดน้อย  เพราะคนญี่ปุ่นล้างรถเอง
       2. สีไม่ซีดจาง เพราะรถของเค้าจอดตากแดด  เหมือนกับรถในประเทศไทย 
       3. ป้องกันคราบจาก มูลนก ยางไม้  
       4. เกิดรอยขนผ้า ขนแมว น้อย หรือถ้าจะเกิด  ก็ไม่โดนแล็คเกอร์  (ไม่ใช่ทนรอยขีดข่วนหนักๆ หรือ การเอาฟองน้ำติดทรายไปล้างรถ แล้วจะไม่เกิดรอย  มันทนไม่ได้ขนาดนั้น อย่าเข้าใจผิด)
จากนั้นเคลือบแก้วก็ถูกพัฒนาต่อๆมา เป็นระบบทา  ให้สามารถใช้งานง่าย และลดความเสี่ยงในการเคลือบลง

เคลือบแก้ว (Glass Coating) เติบโตอย่างรวดเร็ว  ปัจจุบันมีผู้ผลิตหลายๆ ประเทศ อาทิ เยอรมัน  เกาหลี อเมริกา เป็นต้น ซึ่งน้ำยาของแต่ละประเทศมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ความคงทน ราคาแตกต่างกัน  ถ้าถามว่าน้ำยาประเทศไหนดี  บอกได้ตามตรงว่า ถ้าเป็นผู้ผลิตน้ำยาแ้ท้ๆ ของแต่ละประเทศ  เคลือบแก้ว (Glass Coating) ของทุกประเทศก็ดีหมด  เงางาม ลื่น สีไม่ซีดจาง  แต่ก็ขึ้นอยู่ความคงทน ระยะเวลา และราคาด้วยเหมือนกัน   ถ้าหนามาก ทนได้มาก น้ำยาเข้มข้น  ก็แพงเป็นธรรมดา  ของดีราคาถูก คงไม่มี   จะมีแต่ของดี  ราคาสมเหตุสมผล  น้ำยาที่ดีจะต้องเป็นผู้ผลิตที่มีตัวตนชัดเจน  หรือ มี Reference ผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ (ของปลอมมันเยอะ)  วันนี้ วอช แอท มี  ได้รวบรวมข้อมูล และข้อสงสัย พร้อมคำตอบที่ถูกต้อง  ให้คนรักรถ ได้ศึกษา ก่อนตัดสินใจเคลือบแก้ว ให้รถที่คุณรัก

1. เคลือบแก้ว   มีประโยชน์ อะไรบ้าง
    เคลือบแก้วทำหน้าที่เป็นผิวสำรอง แทนแล็คเกอร์หรือสีจริง มีหน่วยความหนาเป็นไมครอน หนามาก ทนรอยได้มาก ก็แพงมาก  ประโยชน์ของเคลือบแก้ว   หลักๆ คือ  ป้องกันสีไม่ให้สีรถซีดจาง  เพราะรถบ้านเรา จอดตากแดด มากกว่าจอดในร่ม  ประโยชน์ต่อมาคือ ฝุ่นเกาะน้อย น้ำเกาะน้อย ไม่ค่อยเกิดคราบน้ำ  ล้างรถง่าย  เงางาม ลื่นตลอด แม้ไม่เคลือบสี   ป้องกันรอยขีดข่วนบางๆ จากผ้าเช็ดรถ รอยทราย  ป้องกันคราบจากมูลนก ยางไม้  ที่จะเกาะติดและทำลายสีรถ

2. เคลือบแก้วแล้ว  มันต้องดูแลรักษาอย่างไร
    ถ้าล้างเองก็ไม่ยาก  ฉีดน้ำล้าง น้ำแรกๆ  ฉีดเยอะๆ อย่าไปกลัวเปลืองน้ำ  ล้างเอาโคลน ทราย ที่ติดรถ ออกให้หมด  แล้วค่อยล้างด้วยโฟม  แนะนำว่าควรเป็นโฟม ค่า pH มันเป็นกลาง ยี่ห้อไหนก็ได้  ไม่มีผลอะไรกับเคลือบแก้วแท้  (เน้น นะคะ ว่า เคลือบแก้วแท้ ถ้าแท้ มันต้องทนเคมีได้ ถ้าทนไม่ได้ มันก็คือไม่แท้..)  ใช้ถุงมือล้างรถที่เป็นขนไมโครไฟเบอร์  ถ้าเป็นฟองน้ำ เวลาติดทราย มันล้างยาก รถจะเป็นรอยทรายได้ ไม่สวย  เช็ดด้วย ชาร์มัว กับผ้าไมโครไฟเบอร์ ( เสื้อผ้าเก่าๆ ไม่ควรเอามาเช็ดรถ ผ้ามันแข็ง ตะเข็บเยอะ เกิดรอยง่าย)  แล้วตามด้วยเคลือบสี (Wax) บ้าง  จะช่วยให้เคลือบแก้วอยู่ทน  เคลือบสี ไม่ว่าจะเป็น Waxน้ำ โลชั่น หรือแบบขี้ผึ้งได้หมด  ถ้าใครบอกว่าเคลือบแก้ว แล้วเคลือบสีหรือลง Wax ไม่ได้ ก็ผิดละ
    ถ้าล้างคาร์แคร์  เลือกร้านที่ดีนิดนึง  ดูอย่างไรว่าดี   เอาเป็นว่า ไ่ม่ล้างรวมกับรถแท็กซี่  ก็พอได้ละ (ล้างถูกมาก  ล้างเร็วมาก  วัสดุ และอุปกรณ์ที่ใช้  ไม่ได้มาตรฐานด้านความสะอาดมากนัก โอกาสเกิดรอยก็มีสูง)

3. เคลือบแก้ว  ทำไมแพงมาก  ถูกๆ มีมั้ย
    เคลือบแก้วแท้ๆ   ราคาสมเหตุสมผลนะ    ต้นทุน คุณภาพ  และสถานที่(Area)   เป็นตัวกำหนดราคาขาย   จำไว้อย่างนึง  ของถูกและดี ไม่มีในโลก  ยกเว้นว่าโดนหลอก  ธุรกิจต้องมี ต้นทุน และธุรกิจก็ต้องมีกำไร  ถ้าไม่มีกำไร  ไม่มีใครทำหรอก  เปรียบเทียบราคา และบริการหลังการขาย  เลือกในสิ่งที่ใช่และบริการที่คุณชอบ  น้ำยาดีเว่อร์ แต่บริการไม่ประทับใจ  ก็ไม่มีประโยชน์

4. มีแต่เคลือบแก้วเหรอ...ที่ช่วยปกป้องสีรถ
    มันไม่ใช่เลย กับความคิดที่ว่า  เคลือบแก้ว จะช่วยปกป้องสีรถได้อย่างเดียว  การลง Wax สม่ำเสมอ เลือก Wax ที่เป็นสูตร โพลิเมอร์สังเคราะห์  , Sealant , เรซิ่น   Wax พวกนี้จะมีโมเลกุลเรียงตัวจับติดกับสีรถ สามารถสร้างชั้นฟิล์มบางๆ เคลือบตัวรถได้อีกชั้นนึง  สีสดไม่ซีดง่าย  น้ำไม่เกาะ ฝุ่นเกาะน้อย ล้างรถง่าย  แต่ข้อเสีย อย่างนึงคือ Wax ในโลกนี้ทุกตัว  ล้างรถแล้วก็ต้องหลุด เป็นเรื่องปกติ  ต้องลงใหม่อีก ซึ่งจะต่างกับเคลือบแก้ว  ล้างแล้วไม่หมดในครั้งเดียว  จะค่อยๆบางลงเรื่อยๆ จนครบอายุของเคลือบแก้ว

      สรุปอย่างไม่เข้าข้างใครดีกว่า  การดูแลรักษารถให้เงางาม เหมือนใหม่ตลอดเวลา ทำได้หลายวิธี  มีงบประมาณมากหน่อยก็เคลือบแก้วอยู่ได้นานกว่า ไม่ต้องลงบ่อยๆ  รับประกันความสดของสี ไม่ซีดจาง  แต่ถ้ามีงบประมาณไม่สูง  เคลือบสี(Wax) ก็พอ ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย  รถคันนึงซื้อมาหลายแสน  จัดงบประมาณดูแลซักเดือนละ 700-800 ก็ Ok แล้ว  ถ้าอยากมีรถใหม่ป้ายแดงใช้ทุกวัน  ดูแลรถ....ตามงบประมาณนั่นแหละดีที่สุด


Powered by MakeWebEasy.com