จะตัดสินใจเลือก เคลือบแก้ว อย่างไรดี

Last updated: Jun 8, 2020  |  14447 จำนวนผู้เข้าชม  |  ข้อมูลดีๆสำหรับคนรักรถ

จะตัดสินใจเลือก เคลือบแก้ว อย่างไรดี

วิธีการเลือก เคลือบแก้ว ให้กับรถยนต์
       มาถึง กระทู้เด็ด ยอดนิยมในขณะนี้  เกี่ยวกับเรื่อง เคลือบแก้วรถยนต์ หลายๆคน  เพิ่งรู้จักเคลือบแก้ว  ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม

  1. ศึกษามานาน อยากเคลือบแก้วให้รถตัวเองบ้าง
  2. เห็นเค้าพูดๆกัน  มันเป็นกระแส
  3. ความเชื่อผิดๆ  ที่เค้าบอกว่า “มันกันรอยได้ สารพัด”  ( ไปหาอ่านกันได้ ในอีก 1 บทความของ วอช แอท มี ก่อนคิดจะทำเคลือบแก้ว)
  4. สิ่งที่จะมาแทนน้ำยาเคลือบสี  ใช่หรือเปล่า
สิ่งที่ต้องรู้ก่อนการคัดเลือก
  1. น้ำยาเคลือบแก้ว มีหลายเกรด หลายกลุ่ม หลายยี่ห้อ แยกตามประเภทสารตั้งต้น ที่ใช้กันมากหน่อยก็จะเป็น Silicon Dioxide (SiO2) หรือ ซิลิก้า ก็จะให้ความเงา ใส มีมิติ  ส่วนอีกตัวหนึ่งก็คือ Ceramic หรือการเคลือบแบบเซรามิค  ก็จะให้ความเงา ความหนา และแข็งกว่า ซิลิก้า แต่อาจจะใสน้อยกว่าซิลิก้า เพราะมันหนากว่า " น้ำยาเคลือบแก้ว จะถูกหรือแพง ขึ้นอยู่กับความติดทน    ถ้ามันติดทนได้แค่ 6 เดือนแล้วต้องลงใหม่ อันนี้น้ำยาไม่แพงมาก ราคาทำบริการในปัจจุบันก็ไม่น่าจะเกิน 5,000  แต่ถ้าติดทน 3 ปี ไม่ต้องลงใหม่ ตัวนี้น้ำยาแพงเลยทีเดียว  ราคาทำบริการก็อยู่ที่ 10,000-30,0000 โดยประมาณดูตามแพ็คเก็จแต่ละร้านเป็นหลัก
  2. การจัดแพ็คเก็จในปัจจุบัน  มีให้เลือกหลากหลายแบบ  ขึ้นอยู่กับน้ำยาแต่ละยี่ห้อ เช่น 2.1 แพ็คเก็จแบบรับประกัน 3 ปี ฟรีเซอร์วิสmaintenance  (ก็จะจ่ายครั้งแรกเป็นก้อน จากนั้นเข้ารับบริการก็จะมีเพียงค่าล้างรถ300 บาทโดยประมาณ)2.2 แพ็คเก็จแบบรับประกัน 3 ปี  ราคาที่ไม่สูงมาก ( แต่เข้ามาเซอร์วิสmaintenance หรือ Recoat จะมีค่าบริการตามจริง เช่น กรณีเซอร์วิสมีค่าบริการล้างและเตรียมผิว 600 หรือ กรณี Recoat จะมีค่าขัดปรับสภาพผิว 2,000-3,000 บาท)  ซึ่งแบบนี้กำลังเป็นที่นิยม เพราะกรณีลูกค้าลืมหรือไม่มาเข้ารับบริการตามระยะเวลา  ลูกค้าก็ยังไม่ต้องชำระเงินไปก่อน ซึ่งต่างจากแบบข้อ 2.1
  3. แพ็คเก็จ  จะมีแบบทำครั้งเดียว  หรือ แพ็คเก็จเป็นปีๆ ไป  โดยจะรวมค่า maintenance ไว้แล้ว  ก็ลองคำนวณดูว่า แบบไหนคุ้มกว่า หรือสอบถามวิธีการ manitenance ก็ได้ ถ้าไม่ยากมากนัก ก็เลือกแบบครั้งเดียวก็ได้ ถ้าจะ save งบ แต่ก็ต้องดูแลรักษา ตามคำแนะนำ (ไม่ใช่ปล่อยไว้ ไม่ทำอะไรเลย ล้างก็ไม่ค่อยล้าง คราบสกปรกติดหน้าแล็คเกอร์  มันก็ไม่เงาแล้ว)
  4. ประโยชน์ของการเคลือบแก้ว 
  • เงางามอยู่เสมอ แม้ไม่เคลือบสี (ซึ่งผู้ใช้จะต้อง ดูแลรักษาตามที่ศูนย์บริการแนะนำ)

  • รถจะต้องทำความสะอาดง่าย  ฝุ่นไม่เกาะ  น้ำไม่เกาะ คราบสกปรกติดน้อย  

  • สีไม่ซีดจาง เพราะส่วนใหญ่พื้นที่จอดรถ ในเมืองไทยจะจอดตากแดดเป็นส่วนมาก

  • ป้องกันคราบจาก มูลนก ยางไม้  ยางมะตอย (แต่ก็ต้องเช็ดล้างออก ตามปกติ ทิ้งไว้ก็กัดแล็คเกอร์เช่นเดียวกัน)

  • เกิดรอยขนผ้า ขนแมว น้อย หรือถ้าจะเกิด  ก็ไม่โดนแล็คเกอร์ (ไม่ใช่ทนรอยขีดข่วนหนักๆ หรือ การเอาฟองน้ำติดทรายไปล้างรถ แล้วจะไม่เกิดรอย  เคลือบแก้วไม่ได้ทนขนาดนั้น อย่าเข้าใจผิด)


เปรียบเทียบให้เป็น ก่อนตัดสินใจเลือก
  1. สิ่งแรกเลย..ราคา....นั่น ! นั่น!  กำลังคิดจะหาถูกๆ อยู่ใช่มั้ย  เวลาโทรเช็คราคา ร้านนู้น ร้านนี้  ว่าราคา เท่าไหร่  ถามเค้าให้ครบๆนะ  เวลาเปรียบเทียบ  Apple to Apple  หมายถึง  ต้องเปรียบเทียบด้วยคุณภาพ น้ำยา  ความหนา  ความแข็ง แพ็คเก็จ Service และความน่าเชื่อถือที่ระดับเดียวกัน   ไม่ใช่เห็นว่าถูกก็ทำ...ระวังจะโดนหลอก  “รถเรา  เคลือบแก้ว มา 2,000 เอง 555”  ถูก และ ดี  ไม่มีในโลก....มีแต่สินค้าดีราคาสมเหตุสมผล 
  2. น้ำยาเคลือบแก้ว..เลือกน้ำยาเคลือบแก้วที่มีคุณภาพ สามารถ ตรวจสอบได้  แล้วจะดูยังงัย  ก็ไม่ยาก สอบถาม  ดู เช็ค จากเว็บไซด์ เฟสบุ๊ค  เค้าใช้น้ำยาของใคร มีบริษัท ผู้ผลิตชัดเจน  ตรวจสอบได้ในต่างประเทศ  หลายคนใช้  ผลงานจากหลายๆร้านที่ใช้ การันตี คุณภาพ   ก็เหมือนเดิมนะ...เวลาเปรียบเทียบ  Apple to Apple  ร้านไหนที่ชอบตอบว่า...เราใช้น้ำยาของเราเอง...อันนี้เริ่ม งงๆ ละ คุณทำน้ำยาเคลือบแก้วได้เองเหรอ  ในเมืองไทยไม่มีใครผลิตเองนะ...มีแต่ น้ำยาของเราน้ำเข้าจากประเทศ...อะไรก็ว่าไป...สามารถตรวจสอบได้จากที่ไหน....ใครผลิต...เอาให้ชัดๆ...ถ้าบอกมาแล้วเราตรวจสอบในเน็ตแล้วยังไม่เจอ...ก็คิด เอาเองนะ ว่าผลิตจากที่ไหน ชัวร์หรือมั่ว บางครั้งเอาขวดมาให้ลูกค้าอ่าน...บางทีลูกค้าก็ดูไม่รู้หรอก ว่าที่เขียนข้างขวดแปล ว่าอะไร  จะแยกออกมั้ย ระหว่างภาษาญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน เกาหลี ถ้าไม่จบอักษรศาสตร์
  3. การขัดปรับสภาพผิว  ข้อนี้สำคัญมาก ที่ทำให้ราคาเคลือบแก้ว แต่ละร้านแตกต่างกันไป   ต่างกันตรงไหน คือ การขัดผิวให้เงาก่อนเคลือบ...ถ้าไม่ขัด มันก็ไม่เงา แล้วเอาน้ำยาแก้วไปทา...เพื่อ?  ความเงางามสุดๆ อยู่ตรงที่  ขัดให้เงา แล้วค่อยเคลือบเพื่อล๊อก ความเงางามให้อยู่ทน....บางร้าน พนักงานยังขัดผิวไม่เป็นเลย เอาเครื่องไปหมุนๆ วนๆ แล้วก็ทาน้ำยา  4 ชม.  ส่งรถเคลือบแก้ว...เฮ้ย...ถ้ามันไม่มีช่างขัด 4 คนรุม หรือคนเคลือบอีก 2 คน รวมเป็น 6 คน/คัน  บอกเลยทำไม่ได้หรอก...แค่ล้าง ลงดินน้ำมัน เตรียมสภาพผิวก่อนขัดก็เกือบ 1 ชม. แล้ว ที่เหลือไม่ต้องพูด...บางท่านบอก ทำไมเร็วจังน้อง เพื่อเคลือบแก้วนะ ไม่ใช่ขัดเคลือบสี  - การขัดผิวมี 3 แบบ คือ 1. ขัดแบบ WetLook ลบขนแมวและชักเงา  หรือ 2. ขัดลบรอยเต็มระบบ PCS  หรือ 3 ขัดลบผิวส้ม (ซึ่งการขัดนี้จะมีราคาสูง เนื่องจากผู้ขัดต้องมีทักษะและความชำนาญ เพราะเสี่ยงกับการขัดกินเนื้อสี  แต่การขัดแบบนี้ จะทำให้เคลือบแก้วเงางามที่สุด)
  4. ความน่าเชื่อถือของร้าน สถานที่ ในเมือง/นอกเมือง  ประสบการณ์ ในการทำเคลือบแก้ว...ง่ายๆ นะ ร้านที่มีฝีมือดี  ร้านหรู  อยู่ในเมือง...ราคาก็พอสมควรเลยทีเดียว...เพราะต้นทุน  มันแตกต่างกัน ทั้งค่าเช่า สถานที่ ค่าทักษะความชำนาญของช่างฝีมือ   ค่าอาคารสถานที่  ล้วนแล้วแต่เป็นตัวบอกราคาขาย  ยกตัวอย่างง่ายๆ  เราทานข้าวขาหมู  ในตลาด ราคา จานละ 35 บาท  แต่ถ้าไปทาน บนฟาสต์ฟู้ด ห้างดังๆ ก็จานละ 55 บาท เป็นต้น  ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว  แม่ค้าอาจจะซื้อวัตถุดิบมาจากที่เดียวกัน  แต่เค้ามาขายคนละที่กัน  ราคาขายจึงแตกต่างกัน
เปรียบเทียบเสร็จแล้ว....จะตัดสินใจ ยังงัย
  1. เมื่อเราเปรียบเทียบเป็น และ เลือกได้แล้ว ก็ถามตัวเองว่ามีงบประมาณเพียงพอมั้ย  กับการเคลือบแก้ว ถ้างบประมาณเรามีพอ ไม่เดือดร้อน  ก็ตัดสินใจได้เลย
  2. เปรียบเทียบกับการเคลือบสี ดูอีกที ยกตัวอย่าง  หากรถเล็ก
  • เคลือบแก้วหนาๆ อยู่ได้ 3 ปี (36เดือน)  ราคา 15,000 บาท เฉลี่ยค่าใช้จ่ายอยู่ที่เดือนละ 400 บาท 
  • เคลือบสีดีๆ ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 600-700 บาท 
         ก็ถือว่า เคลือบแก้วคุ้มกว่า เพราะค่าใช้จ่ายถูกกว่า  และที่สำคัญ  เคลือบแก้วยังมีส่วนช่วยในเรื่องของความสดของสีได้นานกว่า ล้างก็ง่าย รอยขนแมวเกิดได้น้อยกว่า  ซึ่งเคลือบสีจะเงาเฉพาะเวลาที่เคลือบ เมื่อเราล้างรถอีกครั้งเคลือบสีก็หมดไป ตามการล้าง
       
         ส่วนประเด็นอื่นๆ  ที่มีส่วนในการตัดสินใจ ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละท่านเอง  วอช แอท มี เพียงแค่แนะนำ ประเด็นหลักๆ  ที่ท่านควรคิด เปรียบเทียบก่อนการเคลือบแก้วเท่านั้น  ส่วนประเด็นรองๆ  ก็ต่างคน ต่างความคิด  เอาเป็นว่า ถ้าคิดว่าทำแล้วไม่เดือดร้อน  ทำแล้วมีประโยชน์   เข้าใจถึงประโยชน์ที่ถูกต้อง...จึงค่อยตัดสินใจทำนะคะ 
 

Powered by MakeWebEasy.com